รศ.นพ.ศิษฏ์ ศิรมลพิวัฒน์

วิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์ และคณะแพทยศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์

 

6) คนผอมสามารถเป็นตับคั่งไขมัน ได้หรือไม่?

ได้ แม้จะไม่อ้วนก็ตาม เนื่องจากตับคั่งไขมันไม่ได้เกิดจาก “ความอ้วน” เพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับ ภาวะดื้อต่ออินซูลินและความผิดปกติของระบบเผาผลาญ บางคนอาจมีรูปร่างผอมแต่มีไขมันสะสมในช่องท้อง (ลงพุง) หรือมีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน หรือไขมันในเลือดสูง จึงยังมีความเสี่ยงต่อการเกิดไขมันพอกตับได้

ดังนั้น การประเมินความเสี่ยงควรพิจารณาจากสุขภาพโดยรวม ไม่ใช่เพียงน้ำหนักตัวเท่านั้น

7) ต้องลดน้ำหนักเท่าไรจึงจะช่วยให้ตับดีขึ้น?

การลดน้ำหนักเพียงเล็กน้อยก็ส่งผลดีต่อตับได้

  • ลดน้ำหนักประมาณ 5% ของน้ำหนักตัว → ช่วยลดไขมันสะสมในตับ
  • ลดน้ำหนักประมาณ 7–10% ของน้ำหนักตัว → อาจช่วยลดการอักเสบของตับ และพังผืดในบางราย

โดยการลดน้ำหนักควรทำอย่างค่อยเป็นค่อยไปและยั่งยืน และหลีกเลี่ยงการลดน้ำหนักอย่างรวดเร็วเกินไป

8) นอกจากการลดน้ำหนักแล้วการรักษาตับคั่งไขมันต้องทำอย่างไร?

การรักษาหลักคือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต แนวทางสำคัญ ได้แก่

  • ควบคุมอาหาร ลดน้ำตาล เครื่องดื่มหวาน อาหารทอด และอาหารไขมันสูง
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์
  • ควบคุมโรคร่วม เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง

และในบางราย แพทย์อาจพิจารณาให้การรักษาด้วยยา หากมีข้อบ่งชี้เฉพาะ

9) ตับคั่งไขมันสามารถหายได้หรือไม่?

ในระยะเริ่มต้น ตับคั่งไขมันสามารถดีขึ้นหรือกลับสู่ภาวะปกติได้ หากมีการควบคุมน้ำหนักและปรับพฤติกรรมอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม หากโรคเข้าสู่ระยะตับแข็งแล้ว การรักษาจะมุ่งเน้นการป้องกันภาวะแทรกซ้อนและติดตามอย่างใกล้ชิด

10) ควรตรวจติดตามอย่างไร หากเป็นตับคั่งไขมัน ?

ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นตับคั่งไขมัน ควรติดตามการรักษาและประเมินความเสี่ยงเป็นระยะ โดยแพทย์อาจพิจารณา

  • ตรวจเลือดประเมินการทำงานของตับ
  • ประเมินความเสี่ยงของพังผืดจากผลเลือด
  • ตรวจวัดความแข็งของตับ (เช่น Transient elastography) ในรายที่เหมาะสม

ในผู้ที่มีพังผืดระยะมากหรือตับแข็ง ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งตับเป็นประจำด้วยการตรวจอัลตราซาวน์และตรวจเลือดวัดสารบ่งชี้มะเร็งตับ (alpha fetoprotein หรือ AFP)