รศ.นพ.ศิษฏ์ ศิรมลพิวัฒน์

วิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์ และคณะแพทยศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์

 

1) โรคตับคั่งไขมัน (หรือชื่อเดิมคือไขมันพอกตับ) คืออะไร?

ตับคั่งไขมัน คือภาวะที่มีไขมันสะสมในตับมากเกินไป โดยบางรายอาจเป็นเพียง “ไขมันสะสม” ยังไม่มีการอักเสบ แต่บางรายเริ่มมี “ตับอักเสบจากไขมัน” เกิดขึ้นได้ หากการอักเสบเป็นต่อเนื่องและเรื้อรัง อาจนำไปสู่การเกิด พังผืดในตับ และเมื่อพังผืดสะสมมากขึ้น ตับอาจเข้าสู่ระยะ ตับแข็ง และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิด มะเร็งตับ

2) ต้องดื่มเหล้าก่อนถึงจะเป็นตับคั่งไขมันไหม?

ไม่จำเป็น โรคตับคั่งไขมันไม่ได้เกิดจากการดื่มสุราเท่านั้น ปัจจุบันพบว่าเกิดจากพฤติกรรมและโรคประจำตัวได้บ่อย เช่น

  • น้ำหนักเกิน/อ้วน หรือมีภาวะลงพุง
  • น้ำตาลสูง/เบาหวาน
  • ไขมันในเลือดสูง
  • พฤติกรรมเนือยนิ่ง (นั่งนาน ไม่ค่อยออกกำลังกาย)

หมายเหตุ: หากดื่มแอลกอฮอล์ร่วมด้วย จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้โรคเป็นมากขึ้นได้

3) เป็นแล้วจะมีอาการอะไรไหม?

ส่วนใหญ่ของผู้ที่มีตับคั่งไขมันมักไม่มีอาการ โดยมักตรวจพบโดยบังเอิญจากการตรวจสุขภาพ เช่น

  • พบค่าเอนไซม์ตับสูง
  • ตรวจอัลตราซาวนด์พบลักษณะตับผิดปกติ

อย่างไรก็ตาม บางคนอาจมีอาการแบบไม่ชัดเจนและไม่จำเพาะ เช่น อ่อนเพลีย หรือ จุกแน่นใต้ชายโครงขวา และมีผู้ป่วยบางรายที่มาพบแพทย์เมื่อโรคเข้าสู่ระยะ ตับแข็ง ไปแล้ว

4) ตับคั่งไขมันอันตรายไหม?

โดยทั่วไปตับคั่งไขมันมักไม่อันตรายในทันที แต่หากเป็นเรื้อรังอาจเกิดการอักเสบของตับ พังผืด ตับแข็ง และเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งตับได้

ข่าวดีคือ หากตรวจพบเร็วและได้รับการดูแลที่เหมาะสม (โดยเฉพาะการปรับพฤติกรรมและควบคุมโรคร่วม) โอกาสที่ภาวะตับคั่งไขมันจะดีขึ้นมีสูงมาก

5) ค่าเอนไซม์ตับ (AST/ALT) ปกติ = ตับปกติใช่ไหม?

ไม่เสมอไป เพราะผู้ที่เป็นตับคั่งไขมันบางรายอาจมีค่าเอนไซม์ตับปกติได้ แต่ยังมีไขมันสะสมหรือเริ่มมีพังผืดในตับแล้วก็ได้

การประเมินระยะของโรค แพทย์สามารถทำได้หลายวิธี เช่น

  • การคำนวณความเสี่ยงพังผืดจากผลเลือด (เช่น คะแนนจากผลเลือด)
  • การตรวจวัดความแข็ง/ความยืดหยุ่นของตับด้วยเครื่องมือพิเศษ เช่น Transient elastography